เกี่ยวกับเรา

ความเป็นมา

 

สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ 

 
        ความเป็นมา   

 

                ประเทศไทยได้เริ่มโครงการสุขภาพผู้สูงอายุตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน โดยมูลนิธิวิจัยประสาทในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มีการจัดตั้งชุมนุมผู้สูงอายุขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2505  โดยศาสตราจารย์นายแพทย์ประสพ รัตนากร เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลประสาทในขณะนั้น และในเดือนมีนาคม 2506 ได้มีการจัดตั้งคลินิกผู้สูงอายุขึ้นเป็นครั้งแรก       ที่โรงพยาบาลประสาท

 

                นโยบายรัฐบาลในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี กำหนดนโยบายด้านสาธารณสุข  ลงวันที่ 28 มีนาคม 2523 ทั้งหมด 11 ข้อ ส่วนข้อที่เกี่ยวข้องกับการบริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุคือ ข้อ 1 ความว่า "จะเร่งรัดการดำเนินงานโครงการสาธารณสุขมูลฐานด้วยการจัดบริการให้ประชาชนในระดับหมู่บ้าน และระดับตำบลที่ยังไม่รับบริการดังกล่าวให้มีโอกาสใช้บริการ ป้องกันโรค ส่งเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาลเบื้องต้น ทั้งนี้จะให้การสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย และผู้สูงอายุด้านการรักษาพยาบาลเป็นพิเศษ โดยจะประสานความร่วมมือภาคเอกชนด้วย" ปี พ.ศ. 2523 - 2524 กระทรวงสาธารณสุขจึงได้แต่งตั้งคณะทำงานและคณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุซึ่งได้ดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ไว้หลายด้าน คือ     การอบรมแพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ การประชุมวิชาการสนับสนุนการจัดตั้งคลินิกผู้สูงอายุและชมรมผู้สูงอายุขึ้นตามโรงพยาบาลต่างๆ การบริการสุขภาพผู้สูงอายุ ให้ความรู้แก่ประชาชน และริเริ่มการวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

                กรมการแพทย์เป็นหน่วยงานวิชาการ และรับผิดชอบโครงการผู้สูงอายุกระทรวงสาธารณสุข           ได้ร่วมกับองค์การอนามัยโลกจัดให้มีการสัมมนาระดับชาติครั้งที่ 1 เรื่อง บริการสุขภาพผู้สูงอายุ ณ โรงแรมอินทรารีเยนต์ กรุงเทพมหานคร วันที่ 4 - 6 พฤศจิกายน 2524 ผลจากการสัมมนาทำให้ทราบถึงข้อมูล         และปัญหาของผู้สูงอายุในประเทศไทย การให้บริการสุขภาพผู้สูงอายุทั้งในและต่างประเทศ

 

                วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2525 คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติขึ้น โดย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ส่วนคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ และองค์กรเอกชน จำนวน 25 ท่าน ในคณะกรรมการชุดนี้ อธิบดีกรมการแพทย์  กระทรวงสาธารณสุข ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานอนุกรรมการ 2 คณะ คือ คณะที่ 1 คณะอนุกรรมการศึกษาวิจัยและวางแผนระยะยาวที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ และคณะที่ 2 คณะอนุกรรมการประสานงานบริการสุขภาพผู้สูงอายุ

 

                วันที่ 26 กรกฎาคม - 6 สิงหาคม 2525 องค์การสหประชาชาติจัดให้มีการประชุมสมัชชาโลกว่าด้วยผู้สูงอายุ ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย (World Assembly on Aging) เรื่องวิชาการและการยกร่างแผนปฏิบัติการนานาชาติเกี่ยวกับผู้สูงอายุ (International Plan of Action on Aging) ผู้เข้าประชุมทั้งสิ้น        119 ประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นหัวหน้าคณะ และรองอธิบดีกรมการแพทย์เป็นผู้แทนจากประเทศไทยเข้าร่วมประชุม ผลจากการประชุมครั้งนี้ได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกกำหนดนโยบายและจัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับผู้สูงอายุ

 

                การจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่องบทบาทองค์กรต่างๆ ในการวางแผนระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุแห่งชาติ ณ ห้องประชุมโรงพยาบาลสงฆ์ เดือนตุลาคม 2525 มติจากการสัมมนาครั้งนี้ได้ใช้เป็นแนวทางในการจัด     ทำแผนระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุแห่งชาติ พ.ศ. 2525 - 2545 ซึ่งเป็นแผนแม่บทสำหรับใช้เป็นแนวทางใน     การจัดทำแผนปฏิบัติการ 5 ด้าน คือ

  • 1. ด้านสุขภาพอนามัย
  • 2. ด้านการศึกษา
  • 3. ด้านความมั่นคงของรายได้
  • 4. ด้านสังคมวัฒนธรรม                         
  • 5. ด้านสวัสดิการสังคม

 

           เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2529 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายด้านสาธารณสุข ทั้งหมด 12 ข้อ ส่วนข้อที่เกี่ยวข้องกับบริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุคือ ข้อ 2 ความว่า"สนับสนุนกิจกรรมการให้บริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนทั้งที่ดำเนินการโดยรัฐและองค์กรเอกชนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ในสภาพที่ดำเนินการโดย รัฐจะจัดบริการให้เปล่าสำหรับผู้สูงอายุ เด็กและผู้มีรายได้ต่ำ" และแผนพัฒนาการสาธารณสุข ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2530 - 2534) มีนโยบายให้กรมการแพทย์ขยายงานด้านสาธารณสุขมูลฐานไปยังประชาชนทุกพื้นที่ให้เข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไม่ติดต่อ โดยบรรจุไว้ในแผนฯ 6 เพื่อสนองนโยบายให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด และได้กำหนดเป็นโครงการต่างๆ ทั้งหมด 15 โครงการคือ

 

  • 1. โครงการป้องกันและควบคุมโรคหัวใจ
  • 2. โครงการป้องกันความพิการจากอุบัติเหตุ
  • 3. โครงการควบคุมโรคมะเร็ง
  • 4. โครงการควบคุมโรคเบาหวาน
  • 5. โครงการควบคุมโรคผู้สูงอายุ
  • 6. โครงการควบคุมโรคหูหนวก
  • 7. โครงการป้องกันและควบคุมความพิการแต่กำเนิด
  • 8. โครงการควบคุมโรคปวดข้อปวดเมื่อย
  • 9. โครงการควบคุมโรคนิ่ว
  • 10. โครงการควบคุมโรคผิวหนัง
  • 11. โครงการควบคุมโรคเลือด
  • 12. โครงการควบคุมโรคลมชัก
  • 13. โครงการควบคุมโรคตาบอด
  • 14. โครงการพัฒนาเทคโนโลยีทางทันตกรรม
  • 15. โครงการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้พิการในชุมชน 
  •  

                    การสัมมนาระดับชาติครั้งที่ 2 เรื่องบริการสุขภาพผู้สูงอายุ ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร วันที่ 25 - 26 เมษายน 2533 ผลจากการสัมมนาได้กำหนดกลวิธีการบริการสุขภาพผู้สูงอายุต่างๆ เช่น การรักษาพยาบาลโดยไม่คิดมูลค่า การจัดทำบัตรประจำตัวผู้สูงอายุ การลดภาษีรายได้ผู้ดูแลผู้สูงอายุ การจัดหน่วยงานรับผิดชอบงานผู้สูงอายุ ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2533 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดตั้งสถาบันสุขภาพผู้สูงอายุ

     

                    ปี พ.ศ. 2534 เริ่มมีการจัดสรรงบประมาณสำหรับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขแก่ผู้สูงอายุ และเริ่มมีการจัดทำบัตรประจำตัวผู้สูงอายุ ตลอดจนการจัดตั้งคลินิกผู้สูงอายุและชมรมผู้สูงอายุทั่วประเทศ ช่วงแผนพัฒนาการสาธารณสุข ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535 - 2539) กรมการแพทย์ได้แบ่งส่วนราชการขึ้นใหม่ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2535 โดยจัดตั้งสถาบันพัฒนาสุขภาพและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุเป็นหน่วยงานระดับกองขึ้นเป็นการภายใน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาวิชาการด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ และเป็นแกนนำในการประสานงานการจัดบริการสุขภาพผู้สูงอายุ พร้อมทั้งรัฐบาลได้ประกาศนโยบายอย่างชัดเจนให้มีการสงเคราะห์ด้านการรักษาพยาบาลแก่ผู้สูงอายุโดยให้รับบัตรสงเคราะห์ในการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง ต่อมาได้มีการจัดสัมมนาระดับชาติครั้งที่ 3 เรื่องการประสานแผนบริการสุขภาพผู้สูงอายุ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 26 - 27 เมษายน 2536 ผลจากการสัมมนาได้มีมติและข้อเสนอแนะให้มีการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุ ให้มีการใช้บัตรผู้สูงอายุทั่วประเทศ และมีหน่วยงานสำหรับดำเนินการด้านผู้สูงอายุโดยเฉพาะเพื่อศึกษาด้านวิชาการและข้อมูลข่าวสาร ให้มีการประชาสัมพันธ์และพัฒนาบุคลากรด้านผู้สูงอายุ

     

                    ปี พ.ศ. 2537 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขขึ้นใหม่  และได้จัดตั้ง "สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ" เป็นหน่วยงานระดับกอง ซึ่งรับผิดชอบงานด้านผู้สูงอายุโดยมุ่งหวังให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอายุยืนยาว และมีความสุข ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 111 ตอนที่ 21 ก หน้า 7 - 16 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2537

     

     
       อำนาจหน้าที่ตามพระราชกฤษฎีกา 

    • 1. ศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัย พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีวิชาการทางการแพทย์ด้าน
      เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ
    • 2. เป็นศูนย์ประสานงานการให้บริการทางการแพทย์ด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ
    • 3. เป็นศูนย์ข้อมูลข่าวสารทางการแพทย์ด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ
    • 4. ปฏิบัติการร่วมกันหรือสนับสนุนการปฏิบัติการของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือ
      ที่ได้รับมอบหมาย

     

     

    ศูนย์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ จังหวัดชลบุรี

     

       ความเป็นมา  

     

     

                    กรมการแพทย์  กระทรวงสาธารณสุข  ได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับงานเวชศาสตร์ป้องกัน     ในผู้สูงอายุอย่างจริงจัง จากการดำริของ  นายแพทย์สุจินต์  ผลากรกุล  ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์   เมื่อ พ. ศ. 2533 มีโครงการศูนย์รวมการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุขึ้น  เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของการส่งเสริมสุขภาพทางร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์และสังคมสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ  โดยจะใช้ศูนย์ฯ เป็นที่ฝึกอบรม     แก่ผู้สูงอายุในระยะเวลาหนึ่ง  เพื่อจะได้กลับไปอยู่ในสังคมของตนได้อย่างมีความสุขและเพื่อให้การดำเนินงานของศูนย์ฯ  เป็นรูปแบบในการดำเนินงานของศูนย์ฯ  เป็นรูปแบบในการดำเนินงานของพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ  สมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกได้ทรงประธานพระอุปถัมภ์แก่โครงการศูนย์ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ  และได้เสด็จฯ  ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารเฉลิมพระวีรกษัตรี (อาคารหอประชุม)  เป็นอาคารแรก  ณ  พื้นที่โครงการพร้อมทั้งจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ  ขึ้นเมื่อวันที่  26  กันยายน  2534

     

                    ต่อมาปี  พ.ศ. 2535  ศาสตราจารย์  นายแพทย์วิทูร   แสงสิงแก้ว  อธิบดีกรมการแพทย์ได้สานต่อดำริ  โดยได้เริ่มโครงการก่อสร้างศูนย์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ แห่งนี้ขึ้นโดยร่วมกับวัดญาณ สังวราราม  จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินการจัดหาทุนสนับสนุนการก่อสร้าง  การก่อสร้างศูนย์ฯ  แห่งนี้จึงได้ดำเนินไป  ณ  พื้นที่โครงการพระราชดำริวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหารในพระบรมราชูปถัมภ์  ตำบล      ห้วยใหญ่  อำเภอบางละมุง  จังหวัดชลบุรี  งบประมาณทั้งสิ้น  63  ล้านบาท  และเงินบริจาคอีกจำนวนหนึ่ง  เริ่มก่อสร้างในปีงบประมาณ  2536  การก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่  15  สิงหาคม  2538  โดยมุ่งหวังให้เป็นหน่วยราชการที่เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาวิชาการแขนงหนึ่ง  ในด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ  (GERIATIC MEDICINE) คือแขนงวิชาศาสตร์ป้องกันและการส่งเสริมสุขภาพในผู้สูงอายุโดยเฉพาะโครงการนี้ ได้ขอพระราชทานน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศลในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ  ในมหาอุดมมงคลวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ  5  รอบ  ซึ่งได้ทรงพระมหากรุณาพระราชทานศูนย์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ  ดังพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ  เสด็จทรงประกอบพิธีเททองสร้างสมเด็จพระพุทธญาณเรศวร์ รุ่นเฉลิมพระเกียรติวีรกษัตรี สก. ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหารและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี  เสด็จฯทรงถวายผ้าป่าสนับสนุนการหาทุนสร้างอาคารเฉลิมพระวีรกษัตรี ณ พระอุโบสถ วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร  เมื่อวันที่  24  ตุลาคม  2535

     

                    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฎราชกุมาร ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารอำนวยการศูนย์ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ  เมื่อวันศุกร์ ที่  24  ธันวาคม  2536 ในปี  พ.ศ.  2537  ศูนย์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ  แห่งนี้ได้รับพระกรุณาจากสมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก  ประทานพระอนุญาตให้ชื่อศูนย์ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุวัดญาณสังวรารามฯ  ว่า  "ศูนย์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ"ด้วยความตระหนักว่าการ      ที่ส่งเสริม ป้องกัน รักษา และการฟื้นฟูสุขภาพของผู้สูงอายุนั้น ไม่ใช่การดูแลไม่ให้เจ็บป่วยเพียงเท่านั้น แต่ยังต้องบูรณาการ การพัฒนารูปแบบความรู้และการถ่ายทอดองค์ความรู้เข้าเป็นเนื้อหาเดียวกันอีกด้วย

     

                ดังนั้นศูนย์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุนี้จึงมีการดำเนินงานทั้งด้านวิชาการสบริการวิชาการ และการวิจัย  ที่หลากหลาย โดยเฉพาะในส่วนขององค์ความรู้ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ได้ใช้การวิจัยแบบบูรณาการเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ใหม่โดยให้ครอบคลุมทั้ง 4  มิติ

     

                   ศูนย์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุยังเป็นศูนย์ที่ถ่ายทอดความรู้ที่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะในความรู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุททั้งยังเป็นแหล่งฝึกอบรมเพื่อขยายความรู้นั้นแก่บุคลากรทางการแพทย์โดย มีงานและบริการต่างๆ ดังนี้

     

     

                    จากความพร้อมทั้งทางด้านอาคาร สถานที่ บุคลากร และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน ได้แก่ ห้องประชุม คอมพิวเตอร์โสตทัศนูปกรณ์ สนามกีฬา โรงยิม ลานเอนกประสงค์เพื่อสันทนาการ บริการ SPA เพื่อผ่อนคลาย  การฝึกอบรม ผลงานวิชาการ และผลงานวิจัยต่างๆ เหล่านี้ จึงทำให้ศูนย์สมเด็จฯดำเนินงานและบรรลุถึงภารกิจ สมดังเจตนารมณ์ ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก และกรมการแพทย์  ตามนโยบายที่ได้รับมอบหมาย มาจนถึงปัจจุบัน    

     

     

     

                      ทำเนียบผู้บริหารสถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ  

     

    1. นายแพทย์เจริญ ปฏิภาณเทวา       ตุลาคม 2535  -  เมษายน 2537

      

    2. นายแพทย์เอกชัย จุละจาริตต์        พฤษภาคม 2537 - กันยายน 2537

     

    3. แพทย์หญิงวันดี โภคะกุล             ตุลาคม 2537 -  มิถุนายน 2547

     

    4. แพทย์หญิงวราภรณ์ ภูมิสวัสดิ์        มิถุนายน 2547 - มกราคม 2550

     

    5. นายแพทย์นันทศักดิ์ ธรรมานวัตร์        4 มกราคม 2550 - ปัจจุบัน