สาระน่ารู้
ผู้สูงอายุไทย ไม่มีเงินออม ต้องทำงานเลี้ยงชีพ มากกว่าร้อยละ 60
|

|
|
ผลวิจัย ชี้ผู้สูงอายุไทย ไม่มีเงินออม ต้องทำงานเลี้ยงชีพ มากกว่าร้อยละ 60 เป็นกำลังหลักของครอบครัว เผยงานที่ทำส่วนใหญ่เป็นงานบริการ รองลงมาคืออาชีพพื้นฐาน และงานฝีมือ แนะรัฐสร้างโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุ แก้กฎหมายเอื้อให้คนแก่ทำงานได้ เสนอปรับปรุงพ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน ยกเลิกระเบียบ ต้องเกษียณ 60 ปี แต่ให้ทำงานต่อได้ ตามความสมัครใจ และร่างกายเอื้ออำนวย ผศ.ดร.นงนุช สุนทรชวกานต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยการสร้างโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุ กล่าวถึงผลการศึกษาการสร้างโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุ สนับสนุนโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) ว่า ปัจจุบันมีผู้สูงอายุจำนวนมากไม่มีบุตรหลานเลี้ยงดู เป็นที่พึ่ง รวมทั้งไม่มีเงินออมที่จะใช้ดำรงชีวิตในวัยชรา จึงต้องทำงานหารายได้เลี้ยงดูตนเอง ซึ่งจากการสำรวจสภาวะการทำงานของประชากร ณ ไตรมาสที่ 3 ในปี พ.ศ. 2552 พบว่า ร้อยละ 37.9 ของจำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปยังอยู่ในกำลังแรงงาน โดยประมาณการณ์แล้ว ยังมีผู้สูงอายุ1 ใน 3 ที่ต้องยังชีพด้วยการทำงาน โดยร้อยละ 70 ของ กลุ่มผู้สูงอายุชายอายุ 60-65 ปี และร้อยละ 65 ของกลุ่มผู้สูงอายุชายอายุ 65 ปีขึ้นไป ต้องทำงานต่อเนื่องเพราะเป็นรายได้หลักของครอบครัว ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุเพศหญิง มีอยู่ร้อยละ 60 นอกจากนี้ยังมีผู้สูงอายุอีกร้อยละ 30 ที่ต้องการทำงานแต่ว่างงาน และยังพยายามหางานทำอยู่ ผศ.ดร.นงนุช กล่าวว่า จากผลการศึกษาโครงสร้างการทำงานของผู้สูงอายุ พบว่าอุตสาหกรรมที่ทั้งแรงงานสูงอายุทั้งชายและหญิงกระจุกตัวมากที่สุด อันดับ 1. อุตสาหกรรมการขายส่ง ขายปลีก ซ่อมแซมยานยนต์ รถจักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 2 .อุตสาหกรรมการผลิต 3. อุตสาหกรรมโรงแรมและภัตตาคาร ส่วนลักษณะงานและอาชีพที่มีผู้สูงอายุทำมากที่สุด อันดับ 1 คือ อาชีพการบริการ 2 .คือ อาชีพพื้นฐานและ3.ความสามารถทางฝีมือ “ผู้สูงอายุที่มีระดับการศึกษาสูง ที่ยังคงทำงานอยู่นั้นมีอยู่ไม่มาก ส่วนใหญ่ของผู้สูงอายุที่ยังทำงานเป็นผู้ที่ไม่มีการศึกษาหรือมีการศึกษาต่ำกว่าประถมและมีรายได้ที่ต่ำ จึงไม่สามารถเก็บสะสมเงินออมไว้เพียงพอสำหรับเลี้ยงชีพในวัยชรา และจำเป็นต้องทำงานต่อไป” ผศ.ดร.นงนุช กล่าว ผศ.ดร.นงนุช กล่าว่า การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำ นอกจากจะสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุได้พัฒนาศักยภาพต่อไปแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มช่วงเวลาการออมสำหรับใช้ในยามชราภาพและลดช่วงเวลาการเป็นภาระต่อรัฐและประชากรในวัยทำงาน รัฐบาลจึงควรมีแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจนในการส่งเสริมสนับสนุนการมีงานทำที่สอดคล้องกับสมรรถนะของผู้สูงอายุ
ผศ.ดร.นงนุช กล่าว่า รัฐบาลต้องมีมาตรการในการสร้างโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุ คือ 1. สนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานต่อไปได้ 2. สนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้ทำงานที่เหมาะสม 3. การประชาสัมพันธ์ปรับเปลี่ยนทัศนคติการหยุดทำงานเมื่ออายุ 60 ปี 4. ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้นายจ้างจัดเวลาทำงานของผู้สูงอายุให้มีความยืดหยุ่น 5. ควรมีโปรแกรมการฝึกอบรมฝีมือแรงงานให้แก่แรงงานสูงอายุเป็นพิเศษเพื่อพัฒนาศักยภาพในการทำงานของแรงงานสูงอายุ หรือเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้สูงอายุสามารถเลือกอาชีพใหม่หลังออกจากงานเดิม หรืออาจให้การจูงใจนายจ้างจัดอบรมเองแก่แรงงานอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปของตน 6. ควรส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีตั้งแต่เด็ก เพื่อให้มีสมรรถนะทำงานอยู่ได้แม้สูงอายุ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายสม่ำเสมอ และ ควรออกกหมายให้มีพื้นที่สีเขียวเพื่อให้ประชาชนและผู้สูงอายุได้ออกกำลังกายและสันทนาการมากกว่าที่เป็นอยู่ ในด้านกฎหมายควรมีการปรับปรุงแก้ไข กฎหมาย ระเบียบ ที่เอื้ออำนวยให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานอยู่ได้ อาทิ 1.พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541 ไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ คุ้มครองการทำงานของผู้สูงอายุไม่ให้ได้รับอันตรายจากการทำงาน ทั้งในด้านลักษณะงานและสิ่งแวดล้อม และลดจำนวนชั่วโมงการทำงานต่อหนึ่งวันลง ให้มีการพักในระหว่างทำงาน เพื่อให้สามารถดูแลรักษาสุขภาพได้ 2.พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน 2551 ไม่ควรกำหนดเจาะจงอายุเกษียณ 60 ปี แต่ให้ข้าราชการทำงานอยู่ต่อได้ตามความสมัครใจเท่าที่สมรรถภาพทางร่างกายจะเอื้ออำนวย และ 3. ควรมีการระบุประเภทอาชีพที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุให้ได้รับความคุ้มครองสนับสนุน นอกจากนี้ควรมีการปรับปรุงมาตรการด้านภาษี โดยใช้นโยบายทางด้านภาษีเพื่อจูงใจให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุมากขึ้น
|
|
ขอบคุณข้อมูลจาก : ASTV ผู้จัดการออนไลน์