สาระน่ารู้

ลูกหลานจะสุขอย่างไร..หากผู้สูงอายุไทยยังถูกกระทำรุนแรง

 

 

       

     เมื่อเอ่ยถึงการใช้ชีวิตบั้นปลายในสังคมไทย ผู้สูงอายุหลายคนมักจะนึกถึงความสุข และเสียงหัวเราะของการได้อยู่ร่วมกันในครอบครัวขนาดใหญ่ ทำกิจกรรมร่วมกัน แบ่งปันเสียงหัวเราะให้แก่กันและกัน มีลูกหลานมากมายคอยดูแลอาหารคาวหวานครบถ้วน พูดจาฉอเลาะน่าฟังสร้างความอิ่มเอมใจให้กับปู่ย่าตายาย หรือหากป่วยไข้ไม่สบายก็มีลูกหลานรู้ใจคอยดูแล จัดหาหยูกยา พาไปรักษากับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ 
       
       อย่างไรก็ดี จากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการแข่งขันที่สูงขึ้น ความเครียดความกดดันในชีวิตที่เพิ่มขึ้น ครอบครัวที่มีขนาดเล็กลง และมีการกระจัดกระจายย้ายถิ่นเพื่อหางานทำ  ผู้สูงอายุในวันนี้ และผู้สูงอายุในอนาคตข้างหน้าของไทยจึงต้องเปลี่ยนสถานภาพจากบุพการีของครอบครัวมาสู่กลุ่มผู้มีความเสี่ยงต่อการถูกกระทำความรุนแรงโดยลูกหลานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
       
       รศ.ดร.จิราพร เกศพิชญวัฒนา คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการผู้ศึกษาเรื่องโครงการวิจัยความรุนแรงต่อผู้สูงอายุไทย สนับสนุนโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบผู้สูงอายุถูกกระทำรุนแรงทางร่างกาย เช่น การทำร้าย ทุบตี กักขัง หรือกระทำความรุนแรงในด้านจิตใจ เช่น พูดก้าวร้าว ไม่ให้ความเคารพมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นการกระทำจาก "คนในครอบครัว" และผู้สูงอายุเองเมื่อถูกกระทำรุนแรงมักไม่กล้าเล่าให้ผู้อื่นฟัง เพราะรู้สึกอับอายไม่ต้องการให้ผู้อื่นรับรู้ 
       
       ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัยในประเทศไทยยังพบอีกด้วยว่า ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่กับลูกหลานหรือสมาชิกครอบครัวที่ติดสุรา ยาเสพติด รวมทั้ง ผู้สูงอายุที่ยากจน ถือเป็นผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงต่อการถูกกระทำรุนแรง 
       
       ส่วนการกระทำความรุนแรงต่อผู้สูงอายุที่พบมากที่สุดคือ การกระทำความรุนแรงทางด้านจิตใจ เช่น การพูดจากับผู้สูงอายุด้วยถ้อยคำรุนแรง ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความน้อยใจ เป็นทุกข์ รองลงมาคือ การละเลยเพิกเฉยต่อผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพา  ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อม ต้องนอนติดเตียง ลูก ๆ ทราบว่าต้องป้อนข้าว ชำระล้างร่างกายให้พ่อแม่ แต่ไม่ทำ เพราะเกิดความรู้สึกเบื่อ เครียด หงุดหงิด เป็นต้น

 

 

 

 

 

       "อีกกรณีที่พบคือ การเอาเปรียบ ฉกฉวยประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้สูงอายุ ลูกหลอกให้ท่านเซ็นเอกสารยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้โดยที่ท่านไม่เต็มใจ หรือมายืมเงินไปแล้วไม่คืน พ่อแม่รับรู้แต่น้ำท่วมปากพูดไม่ออก ก่อให้เกิดความทุกข์แก่ท่าน ต้องร้องไห้ มีชีวิตลำบากขึ้นจากการกระทำดังกล่าวของลูกหลาน เหล่านี้ถือเป็นการกระทำความรุนแรงต่อผู้สูงอายุทั้งสิ้น"รศ.ดร.จิราพรกล่าว
       
       เมื่อถามถึงแนวโน้มของปัญหาที่คาดว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ รศ.ดร.จิราพรเปิดเผยว่า การละเลยทอดทิ้งไม่ดูแลพ่อแม่วัยสูงอายุคือปัญหาที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูง
 
       

       "พ่อแม่สมัยก่อนมีลูกเยอะ 5 - 6 คน เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าลงมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ลูก ๆ ก็จะช่วยกันรับผิดชอบได้ เช่น ลูกคนนี้ดูแลเรื่องค่ายาค่าหมอ คนนี้ดูเรื่องอาหารการกิน อีกคนดูเรื่องที่อยู่อาศัย แต่สภาพสังคมในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้ที่จะก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุในอนาคตนั้นจะมีลูกน้อยลง เพียง 1 - 2 คนเท่านั้น ซึ่งถ้ายังมีสุขภาพแข็งแรงอาจยังไม่มีปัญหาให้ต้องพึ่งพาลูก ๆ แต่ถ้าเข้าสู่ภาวะพึ่งพา มีการเจ็บป่วยเรื้อรัง ตอนนั้นคือช่วงที่เป็นปัญหา การจะให้ลูกมาคอยดูแลก็เป็นเรื่องที่ลำบากมากขึ้น เพราะลูกก็ต้องทำงาน นั่นคือที่มาของการละเลย -  ทอดทิ้งผู้สูงอายุทั้งแบบจงใจและไม่จงใจที่มีโอกาสเกิดสูงมากในอนาคตอันใกล้"
       
       อย่างไรก็ดี หากพิจารณาถึงแนวโน้มของปัญหาดังกล่าวแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสวนทางกับสภาพสังคมไทยที่มีการปลูกฝังเรื่องความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการีอย่างสิ้นเชิง หรืออาจกล่าวได้ว่า สำหรับยุคดิจิตอล การปลูกฝังเรื่องบาปบุญคุณโทษ และความกตัญญูกตเวทีอาจไม่เพียงพอต่อการทำหน้าที่ลูกที่ดีอีกต่อไป 
       
       "การที่สังคมไทยปลูกฝังว่า พ่อแม่เป็นบุพการี เป็นพระพรหมของเรา  การดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่าถือว่าได้บุญ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ลูกผู้รับหน้าที่ดูแลก็ต้องมีครอบครัวของตัวเอง ไหนจะต้องดูแลลูก ดูแลสามี-ภรรยา ต้องทำงานนอกบ้าน ฯลฯ การแบกรับภาระหลาย ๆ ด้านในคน ๆ เดียว บางครั้งก็ทำให้ลูกรับมือไม่ไหว อารมณ์หลุดก่อความรุนแรงต่อพ่อแม่ได้ สังคมจึงควรให้ผู้ที่รับบทเป็นลูกกตัญญูได้พักผ่อนบ้าง" รศ.ดร.จิราพรกล่าว

 

ตารางการทำนายผู้สูงอายุที่ต้องมีผู้ดูแลจาก สุทธิชัย จิตะพันธ์กุล และคณะ 2542

 

 

 

       แนวทางช่วยเหลือลูกที่รับหน้าที่ดูแลพ่อแม่วัยชราไม่ให้แบกรับความกดดันจนเกิดความเครียดสะสม จนนำไปสู่การกระทำรุนแรงต่อผู้สูงอายุอีกทอดหนึ่งก็คือ การช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระหน้าที่ซึ่งกันและกันของทุกคนในครอบครัว ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง
    

   
       "ทุกคนในครอบครัวต้องมองว่าเป็นหน้าที่ร่วมกัน หาคนมาผลัดเปลี่ยนให้เขาได้พักบ้าง เพราะถ้าเขาต้องดูแลไปนาน ๆ ไม่ได้พักเลย ความเครียดที่เกิดขึ้นก็จะไปลงที่ผู้สูงอายุอยู่ดี  สังคมเองก็ควรยกกรณีของลูกกตัญญูเหล่านี้ขึ้นมาชมให้เขามีกำลังใจ ให้เขาได้รับการยอมรับ หรือการมอบรางวัลลูกกตัญญูของสภาสังคมสงเคราะห์ก็เป็นการยกย่องที่ดีอย่างหนึ่ง" รศ.ดร.จิราพรกล่าว และเสริมว่า การใช้อาสาสมัครเข้าไปมีส่วนร่วมดูแล อาสาไปเยี่ยมบ้าน ช่วยดูแลคนชรา นำของฝากไปให้ หรือไปให้กำลังใจสิ่งเหล่านี้ก็ช่วยแบ่งเบาภาระของลูกๆที่ต้องดูแลพ่อแม่วัยชราลงได้เช่นกัน 
       
       นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่จะก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้ รศ.ดร.จิราพรได้ฝากแนวทางการเตรียมความพร้อมไว้สามข้อก็คือ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง การวางแผนเรื่องการเก็บออมเงินทองไว้ใช้จ่าย และที่สำคัญคือการเตรียมใจของผู้ที่จะเข้าสู่วัยสูงอายุ ให้ดำรงชีวิตอย่างเข้าใจ ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม สิ่งนี้จะช่วยให้การใช้ชีวิตในวัยชรามีคุณภาพมากขึ้น
       
       
***********************************************
       
สำหรับผู้ที่พบเห็นหรือสงสัยว่ามีผู้สูงอายุถูกกระทำรุนแรง สามารถโทรศัพท์แจ้งหน่วยงานที่ให้การคุ้มครองช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ได้รับความเดือดร้อนได้ที่

       
- ศูนย์ประชาบดี โทรสายด่วน 1300 
       - ศูนย์พึ่งได้ (ศูนย์ OSCC) โทรสายด่วน 1669a
       - ศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก เยาวชนและสตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โทร 1192
       - สำนักงานพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ประจำจังหวัด  ทั่วประเทศไทย
       - โรงพยาบาลประจำจังหวัดทุกจังหวัด ทั่วประเทศไทย
       - ในรายที่ได้รับอันตรายจากการกระทำรุนแรงสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่อนามัยหรือโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจรักษา และให้ความช่วยเหลือต่อไป

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : ASTV ผู้จัดการออนไลน์