สังคมผู้สูงอายุไทยยังน่าห่วงไม่มีเงินเก็บ-ต้องพึ่งลำแข้งตัวเอง

"อายุในสัดส่วนเท่ากันประมาณ 12 อีก 10 ปี เราจะมีเด็กกับผู้สูงอายุ"ล้านคนและในระยะยาวจำนวนผู้สูงอายุก็จะมากกว่าจำนวนเด็ก วัยแรงงานเริ่มลดลง เป็นโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงอายุประชากรที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องเตรียมการรองรับรวมทั้งเพิ่มคุณภาพการลงทุนมนุษย์ และกระตุ้นการออมของวัยแรงงานสร้างหลักประกันยามแก่"

ในช่วงเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โครงสร้างประชากรของประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากวิวัฒนาการด้านการแพทย์ ส่งผลต่อการลดระดับการตายและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างทางอายุของประชากรไทย กล่าวคือ พบว่าในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาทั้งจำนวนและสัดส่วนของประชากรไทยในวัยเด็ก (อายุต่ำกว่า15 ปี) ลดลง ในขณะที่ประชากรสูงอายุ หรือประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีจำนวนและสัดส่วนเพิ่มขึ้น

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางอายุของประชากรนับเป็นประเด็นท้าทายในการรับมือกับ "สังคมผู้สูงอายุ"ในประเทศไทย

ดร.สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายวิจัยทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาแล้วตั้งแต่ปี 2553 มีผู้สูงอายุ 8.01 ล้านคน จากประชากร 67.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ11.9 ที่ผ่านมามีการเตรียมพร้อมผู้สูงอายุมานาน ทั้งในด้านงานวิจัย การวางแผน การออกกฎหมาย และมาตรการต่างๆ แต่ยังไม่ครอบคลุมด้านเศรษฐศาสตร์ จึงจะถือว่าครบถ้วน

ช่วงที่ผ่านมานักเศรษฐศาสตร์ประชากร กว่า 30 ประเทศทั่วโลก จึงพัฒนาบัญชีรายได้ประชาชาติที่แสดงให้เห็นรายได้-รายจ่ายด้านต่างๆ ในช่วงชีวิตของประชากรในระดับประเทศ เรียกว่า "บัญชีเงินโอนประชาชาติ" (National Transfer Accounts: NTA) ที่มีการวัดรายละเอียดด้านประชากรโดยเฉพาะรายได้จากการทำงาน รายจ่ายเพื่อการบริโภค และการโอนเงินระหว่างวัยต่างๆ ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งสูงอายุอย่างเป็นระบบ ทำให้เห็นวงจรชีวิตทางเศรษฐกิจและระบบการถ่ายโอนทรัพยากรเพื่อเกื้อหนุนกันระหว่างวัยต่างๆ ข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับวางแผนเตรียมความพร้อมบริหารจัดการสังคมผู้สูงอายุ

"สำหรับประเทศไทยมีการพัฒนาและสร้างบัญชีการโอนประชาชาติขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2549 ปัจจุบันทำภายใต้ชื่อโครงการ "Intergenerational Transfers.Population Aging and Social Protection in Asia"โดยมีประเทศเข้าร่วม 5 ชาติ คือ จีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ ไทยและเวียดนาม จากการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงกว่าประเทศอื่นในเอเชีย เมื่อเทียบกับสัดส่วนของรายได้จากการทำงาน และหากค่าใช้จ่ายสุขภาพเท่ากัน แต่รายได้ไทยจะต่ำกว่า ก็อาจตีความได้ในลักษณะที่ว่าเป็นการ ทำมาหาเลี้ยงหมอกับโรงพยาบาล เพราะเงินที่หาได้จะใช้จ่ายหมดไปกับเรื่องสุขภาพในวัยสูงอายุ"

"นอกจากนี้ อีก 10 ปี เราจะมีเด็กกับผู้สูงอายุในสัดส่วนเท่ากันประมาณ 12 ล้านคน และในระยะยาวจำนวนผู้สูงอายุก็จะมากกว่าจำนวนเด็ก วัยแรงงานเริ่มลดลง เป็นโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงอายุประชากรที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องเตรียมการรองรับ รวมทั้งเพิ่มคุณภาพการลงทุนมนุษย์และกระตุ้นการออมของวัยแรงงาน สร้างหลักประกันยามแก่ และขอย้ำว่าผลการศึกษาของโครงการนี้ โดยทั่วไปชี้ว่าการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากมีการเตรียมพร้อมในด้านต่างๆ" ดร.สราวุธ กล่าว

ล่าสุดมีการศึกษาบัญชีเงินโอนประชาชาติสำหรับประเทศไทย เปรียบเทียบระหว่างในเมืองและชนบท โดย ดร.มัทนา พนานิรามัย ซึ่งกล่าวว่า การสร้าง NTA ในประเทศไทยที่ผ่านมาเป็นการสร้างบัญชีระดับประเทศ แต่เนื่องจากมีความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองและชนบทในประเทศไทยค่อนข้างมาก จึงต้องการสร้างบัญชีจำแนกตามประชากรในเขตเมืองและเขตชนบท เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างระดับและแบบแผนของรายได้จากแรงงานการบริโภค และระบบการเกื้อหนุนของประชากรสองกลุ่มนี้

ผลการศึกษาพบข้อเท็จจริงที่ว่า มีความแตกต่างระหว่างการบริโภคและรายได้ระหว่างคนเมืองกับคนชนบท และมีความแตกต่างมากในกลุ่มผู้สูงอายุแต่สิ่งที่พบมากกว่านั้นและเป็นความท้าทายสำหรับรัฐบาลคือ การเกื้อหนุนจากครอบครัวไม่ใช่แหล่งสำคัญที่สุดของผู้สูงอายุอีกต่อไป ผู้สูงอายุทั้งในเมืองและในชนบทต้องพึ่งการทำงานของตัวเอง และต้องพึ่งรายได้จากสินทรัพย์ของตัวเองมากขึ้น แต่ปัญหาก็คือคนจำนวนมากในปัจจุบันนั้น "ออมเพิ่มได้ยาก" นี่คือปัญหาที่ท้าทาย เมื่อในอนาคตอันใกล้สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นแล้วจะ เกื้อหนุนกันอย่างไร

ดร.มัทนากล่าวว่า ถ้าดูภาระต่อการดูแลผู้สูงอายุในปี 2552 มีสัดส่วนวัยแรงงานที่สามารถเกื้อหนุนการดูแลผู้สูงอายุได้โดยเฉลี่ย วัยแรงงาน 4 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คนแต่ในอีก 30 ปีข้างหน้า จะเปลี่ยนเป็นวัยแรงงาน 1.6 คนต่อการดูแลผู้สูงอายุ 1 คน เพราะฉะนั้น คนทำงานในปัจจุบันจึงต้องตระหนัก และทำใจยอมรับการทำงานที่ยาวนานขึ้นรวมทั้งต้องเก็บออมให้เพียงพอต่อการใช้ตลอดชีวิตเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ซึ่งรัฐบาลต้องส่งเสริมการออมให้มากขึ้น รัฐบาลควรพัฒนารูปแบบการออมที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทยโดยต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ ความยั่งยืน และเพียงพอสำหรับการเป็นหลักประกันยามสูงอายุ

ดร.สราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพผู้สูงอายุไทยในปัจจุบันคือ เรามีผู้สูงอายุที่ยังทำงานหลังวัยเกษียณประมาณ 8.1 ล้านคน และเป็นผู้สูงอายุในชนบทมากกว่าในเมือง ผู้สูงอายุไทยร้อยละ 37.8 มีรายได้จากการทำงาน แต่รายได้รวมต่ำกว่ารายจ่ายเพื่อการบริโภค โดยเฉลี่ยผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) มีรายจ่ายบริโภคสูงกว่ารายได้จากแรงงานประมาณ 30,600 บาทต่อคนต่อปี และมีการใช้จ่ายด้านสุขภาพในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียผู้สูงอายุไทย 68.7% มีการออม ในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งมีมูลค่าการออมประมาณต่ำกว่า 50,000 บาท

นักวิชาการอาวุโสผู้นี้กล่าวปิดท้ายว่า ข้อเสนอแนะด้านเศรษฐศาสตร์ เพื่อชะลอการลดลงของอัตราการเกื้อหนุนและให้สังคมผู้สูงอายุมีผลดีต่อประเทศ จึงควรดำเนินการให้มีการบริโภคอย่างฉลาดและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมให้มีรายได้จากการทำงานเพิ่มขึ้น โดยส่งเสริมให้ทำงานในระบบมากขึ้นและได้รับการคุ้มครองแรงงานเพื่อให้ผู้สูงอายุ มีงานทำ มีรายได้ และมีการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนต่างๆ เพิ่มขึ้นรวมทั้งส่งเสริมการออมเพื่อชราภาพมากขึ้น โดยให้มีเงินออมเพียงพอต่อการดำรงชีพเมื่อไม่ได้ทำงานหรือทำงานไม่ได้ เป็นต้น

 

ที่มา: “สังคมผู้สูงอายุไทยยังน่าห่วงไม่มีเงินเก็บ-ต้องพึ่งลำแข้งตัวเอง!!”

แนวหน้า. 22 ธันวาคม 2554.