เกลี้ยกล่อมอย่างไรให้พ่อแม่สูงวัยออกจากบ้านช่วงน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วม ณ เวลานี้ นอกจากความเครียดเรื่องน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่แล้ว ยังสร้างความหนักอกหนักใจให้กับลูก ๆ หลาน ๆ ที่ต้องรับมือกับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย รวมไปถึงญาติผู้สูงวัยที่ห่วงบ้าน และดื้อดึงไม่ยอมเคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่ประสบภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ลูกหลานหลาย ๆ คนจนปัญญาและไม่รู้จะพูดเกลี้ยกล่อมอย่างไรเพื่อให้ท่านทำตามคำร้องขอ
       
       ดร.นพ.ยุทธนา ภาระนันท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการให้คำปรึกษา และเวชศาสตร์ครอบครัว กล่าวถึงเรื่องนี้ผ่านทีมงาน Life & Family ว่า แต่ละคนมีกรอบความคิด (Mindset คือความเชื่อฝังแน่นที่ยึดโยงกับความเป็นตัวตน) ที่ติดยึดจนกลายเป็นทิฐิ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ หรือผู้สูงวัยบางท่านที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง และยังคงยึดตามความเคยชิน ทำให้ไม่ค่อยเปิดรับความคิด และทางเลือกใหม่ ๆ จนกว่าจะประสบด้วยตัวเอง ซึ่งถึงตอนนั้นแล้วอาจตั้งรับ และตั้งตัวไม่ทันจนเกิดผลร้ายตามมาได้
       
       "ผู้ใหญ่บางท่านติดที่ ยึดตามความเคยชิน ไม่อยากย้ายไปไหน เพราะเป็นห่วงทรัพย์สิน หรือไม่อยากไปนอนต่างที่ ดังนั้น เมื่อมีการบอกให้ย้ายออกไปอยู่ที่อื่นก็อาจเป็นเรื่องยาก ตรงนี้ลูกหลานต้องยอมรับ และควรพูดคุยกับท่านด้วยการให้เกียรติ และทำให้ท่านรู้สึกดี พูดง่าย ๆ คือ เราต้องฟังท่าน ไม่ใช่เป็นฝ่ายพูดอย่างเดียว อีกทั้งการชี้นำให้ท่านเห็นข้อดี ข้อเสียในเรื่องการอพยพนั้น เป็นเรื่องที่ดีนะ แต่ผมมองว่า เราต้องชี้ให้ถูกจังหวะด้วย ไม่เช่นนั้นพูดไปก็ไม่ได้ผล" ดร.นพ.ยุทธนากล่าว
       
       ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ใหญ่ หรือพ่อแม่ผู้สูงวัยมีความยืดหยุ่นในการเปิดรับความคิด ทางเลือกใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์และเหมาะสมกว่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาครอบครัวรายนี้ เสนอแนวทางการไต่ถามพูดคุยในการช่วยเพิ่มพลังการจูงใจไว้ดังต่อไปนี้
       
       1. Seeing มองอย่างไร
       
       เริ่มแรก ควรถามไถ่ท่านก่อนว่า รู้สึกอย่างไร, เกิดอะไรขึ้น, ท่านมองเรื่องอพยพอย่างไร เพื่อจะได้ทราบมุมมองความคิดในมุมของท่าน

        2. Source ได้ไอเดียนี้มาอย่างไร
       
       ถามถึงแหล่งที่มาของความคิดว่าทำไมถึงไม่ยอมอพยพเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อให้ท่านได้ค่อย ๆ สำรวจ และทบทวนตัวเองมากขึ้น ซึ่งอาจใช้ชุดคำถามดังนี้
       
       - อะไรทำให้ท่านมั่นใจว่าไม่ต้องอพยพก็ได้ มีเหตุการณ์ใดหรืออะไรที่สนับสนุน ท่านได้ข้อมูลดังกล่าวมาอย่างไร
       
       - ข้อมูลดังกล่าว อะไรเป็นข้อเท็จจริง อะไรเป็นการคาดการณ์
       
       - หากไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ นำไปสู่ปัญหาอะไร หรือจะเกิดผลกระทบอะไรตามมาบ้าง ท่านเตรียมรับมืออย่างไร

         3. Specialist ผู้อื่นที่มีประสบการณ์ เขามองอย่างไร  

       ลองยกตัวอย่างเหตุการณ์จากกาีรนำเสนอข้อมูลของสื่อต่าง ๆ เพื่อให้ท่านเห็นว่า ถ้าไม่อพยพจะเกิดผลอะไรตามมา หรือกลุ่มคนที่เคยมีประสบการณ์ พวกเขาคิดเห็นเป็นอย่างไร เมื่ออพยพแล้ว จะเกิดผลดีอย่างไร ส่วนอะไรที่ท่านกังวลหากต้องอพยพ ควรชี้แจงให้ท่านเห็นถึงความปลอดภัย และวิธีแก้ไขเพื่อลดความกังวลนั้น นอกจากนี้อาจจะพาเพื่อนบ้าน หรือคนคุ้นเคยที่สนิทสนมกับท่านมาพูดจูงใจอีกแีรงด้วยก็ได้

       
       4. Superior benefit ทางเลือกไหนมีประโยชน์หรือมีโทษมากน้อยกว่ากัน
       
       พยายามมองหาทางเลือกหลาย ๆ ทางให้ท่านได้ตัดสินใจเลือก และพยายามพูดคุยกันว่า ทางเลือกนั้นมีประโยชน์หรือมีโทษมากน้อยต่อตนเองและผู้อื่นอย่างไร แล้วทางเลือกใดจะเหมาะสมที่สุด
       
       "สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการเปลี่ยนแปลงความคิดมากที่สุดก็คือ ผู้ฟัง ถ้าข้อมูลไม่ลึกพอ การชักจูงหรือจูงใจก็อาจล้มเหลวได้ ดังนั้น ถ้าพูดแล้ว อะไรก็แล้ว แต่ท่านไม่เห็นพ้องด้วย ควรหาจังหวะเข้าไปพูดกับท่านใหม่ แต่ต้องเน้นแหล่งที่มาของข้อมูลให้แน่นขึ้นด้วย เช่น หาคนใกล้ชิด เพื่อนบ้านที่สนิท เข้ามาเป็นตัวช่วยในการจูงใจด้วย เพราะคนกลุ่มนี้มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิดมาก อย่างคุณอาของผม ผมพูดท่านก็ไม่เชื่อ แต่พอให้พี่ชายมาพูด ท่านก็เริ่มเห็นด้วย และยอมที่จะอพยพ ซึ่งการพูดต้องค่อยเป็นค่อยไป ให้เกียรติท่าน และหาตัวช่วยจากข่าวที่สื่อนำเสนอ หรือคนใกล้ชิดท่านมาช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เห็นถึงความสำคัญของการอพยพอีกแรง" ดร.นพ.ยุทธนาสรุป


ขอบคุณข้อมูลจาก www.manager.co.th