ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

        ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นความผิดปกติที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมการกลั้นปัสสาวะ กลุ่มผู้สูงอายุจะมีปัญหามากกว่าอายุน้อย และเป็นหนึ่งในโรคของผู้สูงอายุที่พบได้บ่อย โดยในคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมีภาวะปัสสาวะเล็ดได้ถึงร้อยละ 15 – 35 และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า

ชนิดของปัสสาวะเล็ดและปัสสาวะราด

แบ่งตามสาเหตุได้ดังนี้
1. เกิดขณะออกแรงเบ่ง ไอ จาม หรือหัวเราะ เนื่องจากกล้ามเนื้อหูรูดไม่แข็งแรง
2. กระเพาะปัสสาวะไวเกินไป เกิดจากกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัวบ่อยและเร็วกว่าปกติ ทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะบ่อย (มากกว่า 8 ครั้งต่อวัน รวมทั้งต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยๆ ปัสสาวะรดที่นอน นรบกวนการนอนหลับ)

3. เกิดจากมีปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะมากเกินความจุของกระเพาะปัสสาวะ ปัสสาวะจึงล้นไหลออกมาเป็นหยดตลอดเวลา มักเกิดจากการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ หรือกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ เช่นในผู้สูงอายุที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโต เบาหวาน 
4. สาเหตุอื่นๆ เช่น ความผิดปกติทางจิตใจ การติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ หรือการได้รับยาบางชนิด เป็นต้น

การ ตรวจวินิจฉัยจากอาการปัสสาวะเล็ดราดเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถให้การวินิจฉัยถึงสาเหตุที่แท้จริงได้จะต้องอาศัยการตรวจร่าง กายเพิ่มเติม รวมทั้งการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและบอกแนวทางการรักษา

การรักษา

มีหลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดและสาเหตุของปัสสาวะเล็ด ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัย แนะนำวิธีที่เหมาะสมในการรักษา ซึ่งมีคร่าว ๆ ดังนี้

1. การรักษาเชิงพฤติกรรม เป็นวิธีการรักษาที่ง่าย เสียค่าใช้จ่ายน้อย และไม่มีผลข้างเคียง ทำได้โดย
1.1. การฝึกปัสสาวะ โดยการพยายามกลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกอยากจะถ่ายปัสสาวะ ให้พยายามยืดเวลาออกไปอีก 10 – 15 นาที เมื่อทำได้ 2 สัปดาห์แล้วค่อย ๆ เพิ่มเวลาออกไปอีก จะทำให้สามารถกลั้นปัสสาวะได้นานขึ้น วิธีนี้ใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีกระเพาะปัสสาวะไวเกิน และกล้ามเนื้อหูรูดไม่แข็งแรง
1.2. การฝึกขมิบกล้ามเนื้อเชิงกราน โดยทำการขมิบก้นและช่องคลอดช้าๆ ครั้งละ 10 วินาที วันละ 30 – 80 ครั้ง วิธีนี้ได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อ หูรูดไม่แข็งแรง
1.3. การควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากความอ้วนจะเพิ่มความดันในช่องท้อง
1.4. ควรควบคุมปริมาณน้ำดื่มในแต่ละวันไม่ให้มากเกินไป
1.5. ควรงดดื่มสุรา และชา กาแฟ

2. การรักษาโดยยาและการผ่าตัด แพทย์จะพิจารณา

ให้ ยาลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ตามความเหมาะสม และให้การผ่าตัดรักษาในรายที่มีข้อบ่งชี้ เช่น ต่อมลูกหมากโตที่ใช้ยารักษาไม่ได้ผล กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนรุนแรง เป็นต้น 

แบบประเมินตนเองเรื่องการถ่ายปัสสาวะ

ท่านสามารถประเมินคะแนนการขับถ่ายปัสสาวะของท่านได้ โดยใส่หมายเลข 0 - 5 ในช่องด้านล่าง

ให้ตรงกับอาการที่ท่านเป็นอยู่ สำรวจตัวเองดูว่าภายใน 1 เดือนที่ผ่านมา ท่านมีอาการเหล่านี้มากน้อย

เพียงใดโดยมีหลักเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้

0 = ไม่มีอาการเลย

 1 = มีอาการนาน ๆ ครั้ง น้อยกว่า 2 ครั้งในการถ่ายปัสสาวะ 10 ครั้ง

 2 = มีอาการบ้าง น้อยกว่า 5 ครั้งในการถ่ายปัสสาวะ 10 ครั้ง

 3 = มีอาการบ่อยปานกลาง ประมาณ 5 ครั้งในการถ่ายปัสสาวะ 10 ครั้ง

 4  = มีอาการบ่อยค่อนข้างมาก มากกว่า 5 ครั้งในการถ่ายปัสสาวะ 10 ครั้ง

 5 = มีอาการเกือบทุกครั้ง

 ประเมินตามรายการต่อไปนี้

         1.1 หลังจากเข้านอนแล้วต้องลุกขึ้นถ่ายปัสสาวะกลางดึกก่อนตื่นนอนตอนเช้ากี่ครั้ง

0 ครั้ง

1 ครั้ง

2 ครั้ง

3 ครั้ง

4 ครั้ง

5 ครั้ง

         1.2 ต้องไปถ่ายปัสสาวะบ่อย ๆ กลั้นไว้ได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง 

0

1

2

3

4

5

    1. 3 เมื่อเริ่มปวดปัสสาวะแล้วกลั้นไม่ได้ต้องเข้าห้องน้ำ

0

1

2

3

4

5

    1. 4 เมื่อเริ่มจะถ่ายปัสสาวะ ต้องเบ่งหรือรอนาน ก่อนจะถ่ายปัสสาวะออกมาได้

0

1

2

3

4

5

    1. 5 สายปัสสาวะไม่พุ่งไหลช้าเป็นลำเล็ก

0

1

2

3

4

5

    1. 6 ถ่ายปัสสาวะกะปริดกะปรอย คือ ถ่าย ๆ หยุด ๆ หลายครั้ง

0

1

2

3

4

5

    1. 7 รู้สึกเหมือนปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะเสร็จแล้วยังอยากไปอีก

0

1

2

3

4

5

การประเมินผลคะแนน 1–7 อาการน้อยอาจไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ทันที

หากอาการไม่ก่อความรำคาญนัก

หากคะแนนมากกว่า 7 คะแนนควรพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาและการบำบัด